ปลาบาดิส และ ดาริโอ้ (Badis spp. & Dario spp.)
วันที่/Date : 01 ธ.ค. 2545
เรื่อง/Story by : อ. ชัยวุฒิ, นณณ์, วุทธิเดช (โอ๋)
ภาพ/Photo by : นณณ์
ที่มา/Referer : -
สถานที่/Locale : -
ภาค/Province : -
ปลาในสกุล Badis เป็นสมาชิกอยู่ในวงศ์ย่อย subfamily Badinae ในวงศ์ Nandidae ซึ่งเป็นวงศ์ที่ประกอบด้วย เสือลายเมฆ Nandus spp. รวมถึงปลาใบไม้จากอเมริกาใต้ นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกร่วมกับ ปลาหมอช้างเหยียบซึ่งเป็นกลุ่มย่อยอีกกลุ่มหนึ่ง ปลาในกลุ่มนี้มีอวัยวะ ช่วยหายใจพิเศษที่เรียกว่า Labyrinth ที่ช่วยให้สามารถหายใจอากาศโดยตรงได้ แต่ผมไม่ค่อย เห็นปลากลุ่มนี้หายใจอากาศบ่อยนัก
ชื่อภาษาไทยของปลาในสกุลนี้จากโปสเตอร์ของกรมประมงจะเรียกว่า ปลาหมอแคระ ซึ่งบางครั้งทำให้บางคนสับสนว่าบาดิสเป็นพวกปลาหมอ (Cichlidae) เหมือนพวกปลาหมอแคระ (แท้ๆ ) ในสกุล Apistogrammar เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจดังกล่าว ผมเลยคิดว่าเรามาเรียกทับ ศัพท์ว่าบาดิสตามชื่อวิทยาศาตร์ไปเลยดีกว่าครับ
Badis ที่พบในไทยมี 3 ชนิดคือ
1. Badis ruber แต่ก่อนใช้ชื่อ Badis badis burmanicus หรือ Badis burmanicus เจ้านี่พบใน พม่า ในเขตรัฐฉาน เช่นในทะเลสาปอินเล และลุ่มน้ำโขงตอนบน เช่นในหนองบงคายจังหวัดเชียง ราย เจ้านี่จะว่าไปแล้วก็เป็นตัวโปรดของผมเพราะสีสันสวยงามมาก ปลาที่สมบูรณ์ๆ จะมีจุดประ สีฟ้าและแสดแดงสะท้อนแสงสวยมากๆ ครับ
2. Badis siamensis พบทางตะวันตกของภาคใต้ตอนบน (แถบจังหวัดระนอง) ชาวบ้านจะเรียก ว่า หมอดำ หรือ หมอขี้เซา โดยจะพบซ่อนตัวอยู่ตามรากไม้ริมตลิ่ง (ชัยวุฒิ, น๊อต, 2545) ถึงแม้จะ ขี้เหล่กว่าเค้าแต่เราก็ต้องรักเพราะชื่อเหมือนกัน แหะ แหะ
3. Badis khwai เจ้านี่พวกเราสำรวจพบในเขตจังหวัดกาญจนบุรีทางบริเวณต้นแม่น้ำแควน้อย เมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าเป็นชนิดไหนเหมือนกัน มาปลายปีคุณคูแลนเดอร์ก็ออกเอกสาร บรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธานของปลาชนิดนี้ออกมาเรียกว่า บาดิสแคว ท่าทางแกคงมึนๆ ตอนบรรยายเลยเขียนคำว่า"แคว"ขัดกับหลักนิยมในประเทศเราหน่อยเพราะถ้าไปแถวแม่น้ำแคว จริงๆ ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "kwai" แต่ยังไงตั้งไปแล้วก็ต้องเรียกไปตามนั้นแหละ ครับ
ลักษณะแตกต่างที่ค่อนข้างสำคัญระหว่างแควกับสยามเอ็นสิส คือแต้มสีที่ครีบ หลังใน siamensis เราจะสังเกตุเห็นว่ามีจุดกลมสีดำขนาดไมใหญ่นักเรียงที่โคนครีบบริเวณตอน ท้ายครีบ เกือบทุกก้านและจุดดำเหล่านี้เด่นมาก แต่ใน khwae เราจะเห็นจุดกลมขนาดใหญ่ สีส้มแดง ซึ่งมีไม่กี่จุดและไม่ได้ควบคู่ไปกับโคนครีบหลังทุกก้าน(จุดดำก็มีเหมือนกันแต่ไม่เด่น) นอกจากนี้ siamensis ยังมีช่วงระหว่างท้ายทอยกับจุดเริ่มต้นของครีบหลัง (nape) น้อยกว่า Khwae อย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนั้นชนิดอื่นๆจะพบในพม่าไปจนถึงปากีสถานทางตะวันออก
1. Badis badis พบกระจายตั้งแต่ปากีสถานถึงตะวันออกของอินเดีย ปลาจากบางแหล่งมีสีฟ้า จัดสวยงามมากจนฝรั่งเรียกว่า Blue badis หรือบาดิสสีน้ำเงิน
2. Badis assamensis เป็น Badis ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดโดเต็มที่ได้ถึง 8 เซนติเมตร พบทางแคว้น อัสสัมของอินเดีย ตัวนี้สีจะจืดๆหน่อย และตัวใหญ่จนไม่เหมือนบาดิสเลย ตอนที่มีผู้นำเข้ามาใน เมืองไทยใหม่ๆ ยังไม่ทราบชื่อวิทยาศาตร์ ผมดูแล้วแอบเรียกเจ้านี่ว่า Badis sp. ugly ครับ แหะๆ
3. Badis blosyrus หน้าตาคล้ายๆกับตัวอัสสัมเอ็นสิส จากแม่น้ำชื่อ Brahmaputra ในแคว้น อัสสัมของอินเดีย
4. Badis kanabos จากแคว้นอัสสัมประเทศอินเดีย
5. Badis corycaeus
6. Badis pyema
7. Badis kyar 3 ตัวนี้มาจากลุ่มแม่น้ำ Ayeyarwady ทางตอนเหนือของประเทศพม่า
8. Badis ferrarisi จากลุ่มแม่น้ำ Chindwin ในประเทศพม่าอีกเช่นกัน
9. Badis chittagongis จากลำธารน้ำไหลในประเทศบังคลาเทศ ชื่อจิตตะกองเอ็นสิสก็คงเป็น ลำธารแถวๆเมืองท่าจิตตะกองเขตติดต่อกับประเทศพม่าแหละครับ
สกุล Dario
1. Dario dario เมื่อปีที่แล้วยังเรียกกันว่า Badis bengalensis อยู่เลย ดาริโอ้เป็นปลาตัวเล็กๆที่มี สีสันจัดจ้านสวยงามมากๆ เจ้านี้พบในเขตอินเดียตะวันออก แต่เดิมมีเอกสารทางวิชาการบรรยาย ไว้นานแล้วโดยไม่เคยมีปลาเป็นๆออกสู่โลกภายนอกแล้วก็มีการค้นพบโดย แอนดรู เลา (ผู้ส่งออก ปลาสวยงามชาวอินเดีย) โดยบังเอิญระหว่างเจ้าตัวแอบเดินโต๊เต๊ไปในเขตป่าที่มีน้ำท่วมขังตื้นๆ ระหว่างการไปรวบรวมปลาชนิดอื่นในลำธารแถวนั้น ตอนค้นพบใหม่ๆยังไม่ทราบชื่อ วิทยาศาตร์ เราเรียกตัวนี่ว่า Badis sp. scarletgem เรียกย่อๆว่า สกาเล็ต ตอนเห็นภาพใหม่ๆแต่ยังไม่มีปลา ในไทย ผมดูไปน้ำลายหกไปอยากได้มากๆ เป็นปลาตัวเล็กๆที่ถือว่าเป็นตัวโปรดที่สุดในโลกของ ผมอีกตัว (ผม = นณณ์) ปลาในสกุลดาริโอ้จะไข่กระจาย (Egg scatter) ไปตามสาหร่าย รากไม้ และพื้น ไม่ไข่ในถ้ำเหมือนสกุลบาดิส
2. Dario hysginon พบในพม่าตอนเหนือ ญาติสนิทกะเจ้าดาริโอ้ หน้าตาท่าทาง รูปร่าง สัดส่วน คล้ายกันมาก ต่างกันชัดเจนก็ตรงสีที่จืดกว่าอย่างเห็นได้ชัด และรอยจุดดำๆตรงส่วนปลายสุด (ด้านหัว) ของครีบหลัง ซึ่งจุดๆนี่ไม่มีในดาริโอ้แสนสวย ที่น่าสนใจอีกอย่างของเจ้านี่กับดาริโอ้คือ เพศผู้และเมียดูง่ายแยกออกได้อย่างชัดเจนเพราะตัวเมียแทบจะไม่มีสีเลย ในขณะที่ในตระกูล บาดิสตัวเมียจะมีสีด้วยถึงแม้จะอ่อนกว่าแต่ก็ทำให้ดูเพศยากเหมือนกัน
3. D. dayingensis จากมณฑลยูนานในประเทศจีน
ในที่เลี้ยง
วิธีแยกเพศของปลาในสกุลบาดิสสำหรับผมคือ ขุนเข้าไป ขุนให้อ้วน ตัวเมียถ้าไข่เต็ม ท้องจะตัวอ้วนๆป่องๆกว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัดครับ เพื่อการนี่ถ้าดูไม่แน่ใจและไม่แน่จริง ซื้อมาขุน สัก 5-6 ตัวครับ อย่างน้อยต้องได้สักคู่ละน่า
ในที่เลี้ยงทั้งบาดิสและดาริโอ้เป็นปลาที่รักสงบและค่อนข้างจะขี้อาย เนื่องจากเป็นปลา ตัวเล็กด้วย จึงไม่ควรเลี้ยงปลากลุ่มนี้รวมกับปลาขนาดใหญ่กว่า หรือปลาที่ว่ายน้ำเร็วๆ อย่าง พวกปลาซิว ปลาเต็ทตร้า จำนวนมากๆเพราะจะทำให้บาดิสแย่งกินอาหารไม่ทัน พูดถึงอาหาร บาดิสและดาริโอ้จะชอบกินแต่อาหารสดเท่านั้น พวกลูกไรน้ำจืด ไส้เดือนน้ำ ไรทะเลตัวเล็กๆ หน่อย จะชอบมากๆ ผมยังไม่เคยได้ยินว่าใครหัดให้บาดิสหรือดาริโอ้กินอาหารสำเร็จรูปได้เลย
ปลากลุ่มนี้เป็นปลาที่เพาะไม่ยากมีรายงานการเพาะชนิดต่างๆเข้ามาเรื่อยๆ มีแบบว่า เลี้ยงไว้ในตู้ไม้น้ำรกๆที่มีปลาอยู่พอสมควรแล้วจู่ๆก็มีลูกปลาออกมาก็มี แต่แบบนี้เรียกว่า "ฟลุ๊คครับ" (เน๊อะพล อิ อิ) ทางที่ดีถ้าจะเพาะปลาสองสกุลนี้ควรจะใช้ตู้เล็กๆ ที่แต่งให้รกๆ หน่อย ใช้พวก มอสชวา ใส่ลงไปให้แน่นๆ สำหรับพวกที่ไข่ในถ้ำก็ใส่ถ้ำให้ด้วยนะครับ ถ้ำที่ว่านี่จะเป็น กะลามะพร้าวก็ได้ จะเป็นกระถางดินเผาแตกๆ ก็ได้ ถึงแม้ว่าคนมีฝีมือแต่ไร้ดวงอย่างผม(นณณ์) จะบอดสนิทมาตลอดกับปลาสกุลนี้แต่ในปัจจุบันก็มีบางฟาร์มสามารถเพาะทำจำนวนถึงขนาด นำออกมาขายเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ซึ่งเป็นที่น่ายินดีมากเพราะเราจะได้ไม่ต้องไปรบกวนปลาจาก แหล่งธรรมชาติ สำหรับวิธีการเพาะลองอ่านบันทึกของคุณโอ๋ข้างล่างดูน่าจะได้ไอเดียนะครับ
ที่น่าเป็นหวงคือบาดิสและดาริโอ้ที่สายพันธุ์ใกล้เคียงกันอย่าง ดาริโอ้ กะ ฮิสจินอน น่า จะผสมข้ามพันธุ์กันได้ (ผมเองก็ไม่เคยลอง) และลูกปลาจะออกมาหน้าตาคล้ายๆพ่อแม่มาก โดยเฉพาะตัวเมีย หายหวงดูไม่ออกแน่ๆ ซึ่งถ้าลูกผสมพวกนี้หลุดออกไปก็จะไปทำให้สายพันธุ์ แท้ๆ ในที่เลี้ยงเปื้อนปนได้ ผมขอร้องว่าอย่าทำพันธุ์ผสมเลยนะครับ ใครมีตัวผู้ตัวเมียขาดตัวไหน ยังไง ลองโพสถามดูที่เว็บบอร์ดก็ได้ครับ ช่วยๆกันหาได้แน่นอน
รายงานการเพาะบาดิสจากคุณโอ๋
Badis badis เป็นบาดิส จากอินเดีย โดยผมซื้อมาจาก ร้านขายปลาใน จตุจักรพลาซ่าจำนวน 10 ตัว โดยเลือกเอาตัวที่โต และแข็งแรง การดูเพศจะดูจาก เพศผู้ตัวจะดูเพรียวกว่า เพศเมียซึ่งจะดู ลำตัวป้อมกว่า ในปลาที่สียังไม่ขึ้นเต็มที่ ซึ่งเป็นการแยกอย่างคร่าวๆ นำมาเลี้ยงในตู้ 24นิ้ว กว้าง 18นิ้ว เลี้ยงได้ประมาณ 3 เดือน ก็คัดเอา เพศผู้ เพศเมีย ที่สมบูรณ์ 1 คู่ โดยเพศผู้จะมีสีน้ำเงิน สวยงามมาก มาใส่ในตู้ 20 นิ้ว กว้าง 12 นิ้ว ใช้กรองฟองน้ำอันเล็กสีดำแบบอันละ 50 บาท ปูพื้น ด้วยกรวดแม่น้ำบางๆ ใส่เฟิร์นรากดำ (Microsorium pteropus) ลงไป 3 ต้นใส่กะลามะพร้าวลง ไปหนึ่งอัน ไว้ให้ปลาหลบ และเป็นที่ให้ปลาไข่เพราะบาดิสตัวนี้จะไข่ในถ้ำ ให้อาหาร จำพวก ลูก น้ำ ไส้เดือนน้ำ อาทีเมียตัวโต สลับกันไป เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละครั้ง
จนมาวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็เปลี่ยนถ่ายน้ำ ตามปกติ แล้วหงายกะลามะพร้าวดูก็พบ ลูกปลาตัวเล็กๆ จำนวน พอสมควร (คิดในใจ พ่อแม่มันคงตกใจแล้วต้องกินลูกในไส้มันแน่เลย..) จึงไปนำขันมา1 ใบ ตักน้ำในตู้ของมัน แล้วยกกะลามะพร้าว ซึ่งมีลูกปลาเกาะอยู่ภายใน ใส่ในขัน ไม่ให้พ้นน้ำ นำไปใส่ในตู้ 20 นิ้วที่เตรียมไว้ เปิดออกซิเจนเบาๆ ระดับน้ำครึ่งตู้ ลูกปลาจะกองอยู่ กับพื้น ต่อมาอีกสองวัน ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำ ก็ให้ หนอนจิ้ว (Microworm) กิน สังเกตจากลูกปลา ท้องสีขาวๆ แสดงว่ามันกินได้ ลูกปลาโตช้ามาก ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ ก็เริ่มให้กินลูกอาทีเมียเป่า โดยพยายามให้กินลูกอาทีเมียในระยะที่เรียกว่า INSTAR ONE ก็ประมาณ 6 ชั่วโมงหลังจากลูก อาทีเมียฟัก เพราะว่าลูกอาทีเมีย จะมีคุณค่าทางอาหารมากที่สุด ในระยะ INSTAR ONE ตามที่ ได้ศึกษาเล่าเรียนมา โดยให้วันละสองมื้อ ก่อนอาหารที่ผมจะทานเอง ตอนนี้วันที่26 ธันวาคม ลูกปลาพึ่งเริ่มกินไส้เดือนน้ำมา4วันแล้ว ความยาวลูกปลาวัดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง ประมาณ 1ซม. จำนวนลูกปลานับได้ประมาณ 50 กว่าตัว
ปล. โตช้ามาก
Dario dario เป็นปลาตัวเล็กๆ แต่มีสีแดงสวยงามมาก เคยเห็นครั้งแรกในหนังสือของญี่ปุ่นเมื่อปี 2000-2001 เกิดความอยากได้ขึ้นมา เริ่มเห็นเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ น่าจะปีที่แล้วนะ ตอนเห็น ครั้งแรกคิดในใจ ทำไมตัวเล็กจังเนีย.. แต่ชุดที่ผมได้มาเป็นลูกปลา ตัวเล็กมาก เป็นปลาเพาะใน โตขึ้นมาเป็นเพศเมียซะเยอะ ต่อมามีคนนำเข้าปลาจากอินเดียเข้ามา ก็มีเจ้าตัวน้อยนี้เข้ามา แต่ ปรากฎว่าเป็นเพศผู้น่าจะทั้งหมด.. oho แขกคัดเก่งจัง ก็เลยซื้อมา สับสายกับตัวเมียที่บ้าน เลี้ยง สักพักนึงก็เริ่มลงเพาะดู โดยใช้ตู้ 20 นิ้ว กว้าง10 นิ้ว ปูพื้นด้วยดินภูเขาไฟ ใส่ต้นไม้น้ำลงไป เยอะๆ รกๆ ลูกปลาจะได้ซ่อน (จากคำบอกของคนที่เพาะและแบ่งให้) ใส่ตัวผู้ตัวเมียลงไปอย่าง ละหนึ่ง ให้อาหารตามปกติคือ ไส้เดือนน้ำ ต่อมาสองสามวัน เริ่มเห็นตัวผู้ ป้อ ตัวเมีย สังเกตเห็น ตัวเมียมีไข่เต็มท้อง ตัวผู้ไล่ปล้ำตัวเมียใหญ่เลย เห็นครับเห็น ..ตัวผู้รัดตัวเมียตรงมุมตู้ ไข่ไหลลง มาเต็มเลย ไม่น่าเชื่อรัดกันยังกะปลากัด ซึ่งต่างจาก Blue badis (Badis badis badis) ซึ่งไข่ในถ้ำ เราก็ดีใจนึกว่าได้ลูกแน่ๆ แต่ก็ไม่เคยเห็นลูกปลา ผ่านมาเกือบเดือน ตอนเปลี่ยนน้ำ ก็เจอลูกปลาตัวเกือบเท่าพ่อแม่แนะแต่ขนาดต่างกันพอสมควรจำนวน 2 ตัวก็เลยเลี้ยงมันต่อไป อยู่กับพ่อแม่น่ะแหละ.. ..
คราวนี้เลยเอาใหม่ใช้ตู้ 24 นิ้วแบ่งครึ่ง พื้นเปลือย ไม่ได้ปูอะไรเลยแหละ ใส่พ่อแม่คู่นึง กับต้นไม้น้ำ สองสามวันต่อมา เห็นไข่ปลาเต็มพื้นประมาณ 30 ถึง 50 ฟอง ก็เลยลองเอาพ่อแม่ ออก แล้วเปิดอ๊อกให้แรงขึ้นกว่าเก่า หวังให้ลูกปลาฟักเอง แต่และแล้ว ไข่ก็ฟ่อหมด ซึมไปเลย คิดว่าน่าจะเพาะแบบธรรมชาติดีกว่า แล้วค่อยตักลูกปลาออกตามคำแนะนำของคนที่เคยเพาะ มาก่อน โดยใช้ภาชนะให้ใหญ่ๆใส่พ่อแม่หนึ่งคู่ ใส่สาหร่ายเยอะๆ เห็นลูกปลาว่ายแล้วค่อยตักพ่อแม่ออก.. ..
Reference:
Revision of the family Badidae (Teleostei: Perciformes), with description of a new genus and ten new species, Sven O Kullander and Ralf Britz