: Home : Board : Articles : Expeditions : About us :

Articles -> ปลาและพืชสัตว์อื่นๆ

รวมพลคนชนกว่าง

เอี๊ยดดด...โครมมม!

กอน(คอน)สำหรับฝึกกว่าง

กลิ่นของตัวเมียจะออกมายั่วยุให้ตัวผู้ต่อสู้กัน ผ่านรูที่เจาะไว้

ไม้ผั่น ปั่นเพื่อกระตุ้นหรือยั่วยุให้กว่างโกรธ

ไม้หลัก ไม้สำหรับมัดเขากว่าง

อุปกรณ์จิปาถะ

กาบห่อกว่าง ที่ทำมาจากกาบกล้วย

ผู้เชี่ยวชาญกำลังแสดงวิธีห่อกว่าง

คาม ป้ายบอกยกของการแข่งขัน

ผู้เชี่ยวชาญกับกว่างที่ได้มาจากการ "เสาะ"

ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านกำลังซ้อมกว่างของตัวเองอยู่

เวทีชนกว่าง

กว่างที่ผูกกับไม้หลัก

ดำๆ มันๆ ที่อยู่ในหลุมคือตัวเมีย

 กว่างนักสู้แห่งล้านนา

วันที่/Date : 25 ก.ค. 2550
เรื่อง/Story by : นายแมลง
ภาพ/Photo by : นายแมลง, Cherryjung
ที่มา/Referer : -
สถานที่/Locale : -
ภาค/Province : -

แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่ชาวภาคเหนือของไทยรู้จักกันดีและนิยมชมชอบในการเสาะหามาเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นคือ  “กว่าง”  หรือในบางพื้นที่เรียกว่า "แมงคาม"  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Xylotrupes Gideon  เป็นแมลงที่จัดอยู่ในอันดับ COLEOPTERA  ซึ่งมีความหมายว่า แมลงที่มีปีกเป็นปลอก   อยู่ในวงศ์ DYNASTIDAE   กว่างตัวเมียจะออกไข่ในดิน โดยภายหลังการผสมพันธุ์ กว่างตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อกว่างตัวผู้ ไว้ในถุงในส่วนของระบบสืบพันธุ์  และจะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่ก่อนปล่อยไข่ลงสู่พื้นดิน ช่วงชีวิตของตัวอ่อนเป็นตัวหนอนหากินอยู่ในดินราว 7-8  เดือน ตัวเต็มวัยจะขึ้นมาจากดินราวเดือนกรกฎาคม มีอายุประมาณ 3 – 5 เดือน  กว่างมักชอบออกหากินในเวลากลางคืน 

 

ในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ประชาชนในชนบทในภาคเหนือ  เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจการงาน  พวกผู้ชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน  มักจะหากิจกรรมการละเล่นต่างๆ  เพื่อสร้างความสนุกสนานและเกิดความสามัคคี คบค้าสมาคมในหมู่ชาวชนบททั้งในหมู่บ้านเดียวกันและข้างเคียง    ซึ่งกิจกรรมหนึ่งคือการเล่น “ชนกว่าง”  ที่นับว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีความนิยมชมชอบไม่น้อยไปกว่าการชนไก่  กัดปลา ชนวัว หรือวิ่งควาย ของทางภาคอื่น

 

การชนกว่างเป็นการนำกว่างตัวผู้ที่มีเขาโง้งยาว  มีรูปร่างสวยงาม ตัวเป็นมันสีน้ำตาลแดงถึงเข้ม ขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว ชาวบ้านเรียกกว่างที่มีลักษณะดีนี้ว่า “กว่างโซ้ง”   พวกมันจะถูกนำมาประกวดความงามกัน และโดยเฉพาะนำมาแข่งชนกัน  นับเป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนาที่นิยมเล่นกันมาเป็นเวลานาน  นัยว่ามีมาก่อนยุคของพระนางจามเทวี  กลายเป็นประเพณีของชาวล้านนา    จนมีคำกล่าวขานกันว่า “กว่างนักสู้แห่งล้านนา” 

 

 “กว่างนักสู้แห่งล้านนา”   เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่อยู่คู่กับชาวชนบททางภาคเหนือมายาวนาน จนทำให้มีการสังเกตและจัดประเภทตามลักษณะของกว่าง โดยเฉพาะเอกลักษณะของ “เขา” กว่าง  ที่โค้งยาวไม่เท่ากัน  ซึ่งรวมถึงตัวเมียด้วย อย่างไรก็ตาม  รวม 4 ประเภท คือ กว่างโซ้ง กว่างกิ  กว่างแซม  และกว่างอีลุ้ม  บางครั้งจะรวมเอาด้วงชนิดอื่นที่มีเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มของกว่างด้วย  เช่น กว่างหนวดขาว  กว่างก่อ  กว่างงวง  กว่างซาง เป็นต้น

 

 

ลักษณะของกว่างตามการจำแนกของชาวล้านนา

 

-   1. กว่างโซ้ง คือ กว่างตัวผู้ขนาดใหญ่เขายาวและหนาทั้งข้างล่างข้างบนนิยมใช้ชนกัน 

กว่างรัก คือกว่างโซ้งที่มีสีน้ำตาลแกมดำแบ่งออก 2 ประเภท คือ

·         กว่างรักน้ำปู๋ เป็นกว่างที่มีสำดำสนิททั้งตัว

·         กว่างรักน้ำใส จะมีสีดำออกแดงน้ำตาลเล็กน้อย

-   2. กว่างกิ หมายถึงกว่างตัวผู้ที่มีเขาข้างบนสั้น กิ” แปลว่าสั้น)  เขาบนจะออกจากหัวออกมานิด  เดียว  กว่างกิจะต่อสู้หรือชนกันโดยใช้เขาล่างงัดกัน แต่ไม่อาจ “คาม” หรือใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้ได้

-   3. กว่างแซม  มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ้ง แต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาก็สั้นและเรียวเล็ก ลำตัวสีน้ำตาลแดงกว่า  กว่างแซม เขาจะสั้นเท่ากันทั้งบนและล่าง กว่างชนิดนี้มักจะส่งเสียง “ซี่ ๆ” ตลอดเวลา พวกเด็กจะเล่นชนกว่างแซมกัน เพราะผู้ใหญ่ก็มักจะยึด กว่างโซ้ง ไปเสมอและเหลือแต่กว่างแซมไว้ให้เด็กเล่นชนกันแทน

-   4. กว่างแม่อีลุ้ม คือกว่างตัวเมียซึ่งไม่มีเขา กว่างชนิดนี้บางแห่งเรียก กว่างแม่อีอู้ด,กว่างแม่มูดหรือ กว่างแม่อีดุ้ม

-   5. กว่างหนวดขาว เป็นกว่างในตำนาน เล่าว่ามีลักษณะเหมือนกับกว่างโซ้ง แต่ต่างกันที่ตรงหนวดจะมีสีขาว เชื่อกันว่าเป็นพญากว่าง กว่างหนวดขาวนี้จะชนจะสู้กับกว่างทุกขนาด เชื่อกันว่า กว่างหนวดดำจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะเกรงกลัวอำนาจของพญา

-   6. กว่างก่อ เป็นกว่างในตำนาน เช่นเดียวกับกว่างหนวดขาว  เล่ากันว่า กว่างชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้ก่อ ลักษณะเด่นชัดของกว่างชนิดนี้คือตามตัวมีขน มีความแข็งแรงและอดทนมากกว่ากว่างที่ใช้กันโดยทั่วไป ก่อนการนำมาชนกัน ต้องขัดให้ขนหลุดออกก่อนเพื่อหลอกฝ่ายตรงข้าม

-   7. กว่างงวง  เป็นด้วงงวงของภาคกลาง 2 ชนิด คือชนิดที่ชอบกินหน่อไม้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyrtotrachelus sp. อีกชนิดหนึ่งที่กินยอดอ่อนมะพร้าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhynchophorus ferrugineus  ทั้งสองชนิดมีขนาดเล็ก สีดำ ตรงปากจะมีส่วนยื่นเป็นงวงและไม่มีเขากว่างชนิดนี้ไม่มีการนำมาเลี้ยงเพื่อชนกัน

-   8. กว่างซาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eupatorus gracilicornis  เป็นกว่างขนาดใหญ่ สีของปีกออกไปทางสีครีมหรือสีหม่นมีเขา 5 เขา ข้างบนมี 4 เขา เรียงกันจากซ้ายไปขวาข้างล่างมี 1 เขา ไม่นิยมนำมาชนกันเพราะอืดอาดไม่แคล่วคล่องว่องไว ชนไม่สนุก

 

 

ลักษณะของกว่างโซ้งที่ดี


                ในบรรดากีฬาพื้นบ้านอื่นๆที่ใช้สัตว์เป็นคู่แข่งขัน  มักมีตำราว่าด้วยการดูลักษณะที่เป็นสิ่งบอกว่า สัตว์ตัวนั้นๆมีลักษณะดี  เมื่อนำไปแข่งขันจะมีความสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้  ในกว่างชนก็เช่นกัน มีการเล่าขานสืบต่อกันมาถึง ลักษณะกว่างโซ้งที่ดี คือ

 

-      มีขาหน้ายาวเพื่อยกคู่ต่อสู้ได้ง่าย

-           ต้องมีหน้ากว้างและหนา

-           เมื่อกางเขาออกเต็มที่ เขาล่างจะยาวกว่าเขาบนเล็กน้อย  หากเขาล่างยาวกว่าเขาบนมาก เรียกว่า “กว่างเขาหวิด”  เชื่อว่าเป็นกว่างที่ไม่มีแรงหนีบคู่ต่อสู้

-           ส่วนหัวต้องสูง ท้ายทอยลาดลงเป็นสง่า

-           ท้ายทอยตรงโคนเขาบนต้องเรียบตลอดไม่มี “ปม”  หากมีปมจะเรียกว่า “กว่างง่อน

ง็อก” ถือว่าเป็นกว่างไม่ดี มีนิสัยเหลาะแหละ  “วอกนัก”  ใจเสาะ

-           ถ้าเป็นกว่างหางนั้น สีปีกของกว่างหางจะเป็นสีเดียวกันตลอด แต่ถ้าสีของปีกออกสีแดงเป็นมันเลื่อม เรียกว่า “เลื่อมปลายปีก” เป็นกว่างที่ไม่ดีใจไม่สู้ ชนไม่เก่ง ดีแต่ท่าทาง มักจะนำมาเปรียบเทียบกับคนที่เอาแต่แต่งตัว การงานไม่ดี ใจไม่ดี ไม่มีข้าวของเงินทอง เรียกว่าดีแต่ท่า  หรือ “คนเลื่อมปลายปีก”

-           กว่างที่ดีต้องเป็นกว่างที่ฉลาดสอนง่าย “เลี่ยง” หรือกลับหลังกลับข้างได้ไว เมื่อใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้จะหนีบแน่น ไม่ยอมหลุดง่าย ๆเมื่อคู่ต่อสู้ถอยมันจะสอดเขาตามจนคู่ต่อสู้ตั้งหลักไม่ทันเมื่อได้หนีบจุดสำคัญ คือ ตรง “ก็อกมูยา” หรือโคนขาหน้า ก็จะพยายามยกคู่ต่อสู้ให้ตีนหลุดจากคอนและชูขึ้น แต่ถ้าตัวเองโดนหนีบจะพยายามให้หลุดจากเขาคู่ต่อสู้หรือพยายามเปลี่ยนท่าให้เจ็บน้อยที่สุด  

-           ก้นต้องใหญ่ยื่นออกมานอกปีก  

 

 

อุปกรณ์การเล่นชนกว่าง

 

กอน  (คอน)ไม้คอน

 ไม้กอน คือ ท่อนไม้กลมเป็นเวทีที่ใช้ชนกว่างหรือใช้ฝึกกว่าง ไม้กอนคอนสำหรับฝึกซ้อมให้กว่างชำนาญในการชน มีลักษณะเป็นคอนไม้ท่อนกลม  มักทำด้วยแกนไม้เนื้ออ่อน เช่น  ไม้ปอ หรือ ไม้จามจุรี ยาวประมาณ 80–100 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ10 เซนติเมตรตรง ส่วนหัวและท้าย เรียวเล็กกว่าตรงกลาง เป็นเดือยสำหรับผู้บังคับกว่างจับหมุน ตะไบผิว “กอน” ไม่ให้เรียบ  ส่วนตรงกึ่งกลาง “กอน” จะตัดเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของไม้กอน ส่วนตัวไม้คอนจะถูกเจาะเซาะให้เป็นช่องเช่นเดียวกับส่วนที่ถูกตัดออกทำเป็นช่องใส่กว่างตัวเมีย โดยจะใช้ส่วนที่ตัดออกมาเป็นฝาปิด  กันไม่ให้กว่างตัวเมียออกมา  ด้านบนเจาะรูให้มองเห็นแค่หลังของกว่างตัวเมีย  เพื่อให้กลิ่นหรือฟีโรโมนของตัวเมียออกมายั่วยุให้ตัวผู้ต่อสู้กัน ด้านล่างก่อนนำฝามาปิด จะรองหรืออุดด้วยเศษผ้าหรือหญ้าฟาง ไม่ให้ตัวเมียช้ำ ปกติจะแบ่งเป็น 2 ช่อง สำหรับใส่ตัวเมีย 2 ตัว  

 

     

ขาวางกอน

ไม้ที่ใช้รองรับ คอนที่ใช้ชนกว่าง มีทั้ง แบบไม้แป้นเจาะรู และ แบบขาไขว่ทั้ง 2  ขาไขว่  วางหรือฝังให้ติดดิน  สูงจากพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร  ซึ่งบางแห่งจะยกพื้นให้สูงขึ้น  ทำเป็นพื้นไม้กว้างราว 50 เซนติเมตร  แล้วจึงนำ “ขาวางกอน” ไปตั้งเพื่อให้ผู้ชมสามารถชมได้อย่างทั่วถึงทั้ง 2 ด้าน  ที่ขาวางคอนจะเจาะรูตรงกลางสำหรับสอดเดือยคอน (ด้านปลายของคอนทั้ง 2  ปลาย)  ที่ยาวประมาณ 5 – 10  เซนติเมตร  ซึ่งจะใช้สำหรับให้ผู้ชนกว่างทั้ง 2 ฝ่ายหมุนคอนไปทางซ้ายหรือไปขวา ให้กว่างของตัวเองได้เปรียบคู่ต่อสู้ 

 

ไม้ผั่น

ไม้ผั่น เป็นชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น แ ตกต่างกันตามท้องที่ เช่น  ไม้ผั่นกว่าง  ไม้ผัด  ไม้แหล็ด  ไม้ริ้ว หรือ ไม้ริ่ง เป็นต้น ใช้ปั่นเพื่อกระตุ้นหรือยั่วยุให้กว่างโกรธและฮึดสู้ อีกทั้งยังเป็นการมีส่วนร่วมเป็นความสนุกของเจ้าของกว่างที่ได้อยู่ในเกมส์การชนกว่างด้วย  โดยจะใช้ไม้ผั่น ปั่นบริเวณหน้าหรือเขาหรือด้านข้างของตัวกว่าง ให้กว่างเดินไปหรือหันไปในทิศทางที่ต้องการ เช่น หากปั่นด้านหน้ากว่างจะวิ่งไปข้างหน้า หากปั่นเขี่ยด้านข้าง กว่างจะหันกลับหลัง หรือที่แก้มกว่างให้หันซ้ายหันขวา ถ้ากว่างไม่ยอมสู้ เจ้าของก็จะปั่นเร่งแถวแก้มกว่างให้ร้อน กว่างจะโกรธและอาจฮึดสู้ต่อได้ การใช้ไม้ผั่น ยังใช้ในการสร้างความคึกคะนองหรือเร่งเร้าให้เกมส์การชนกว่างสนุกสนานในหมู่ผู้ชมด้วยการปั่นไม้ผั่นแล้วหมุนไปมากับคอนให้เกิดเสียงดัง เสียง หลิ้งๆ  เสมือนจังหวะปี่พาทย์ในการแข่งขันชกมวยไทย

ไม้ผั่น ไม่จำเป็นต้องทำจากไม้ อาจทำจากเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ก็ได้ โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 8 เซนติเมตร ลักษณะเป็นทรงไม้กระบองที่ทำการเซาร่องหรือทำเป็นเหลี่ยม ส่วนปลายแหลมมน ส่วนโคนเหลาให้มีขนาดเล็กกว่าเป็นที่สำหรับจับถือ  อาจมีการสลักลวดลายตามความชอบใจของเจ้าของ  ตรงใกล้ที่จับนั้นจะบากลงและเหลาให้กลมแล้วเอาโลหะมาคล้องไว้อย่างหลวม ๆ เวลาปั่นก็จะเกิดเสียง “หลิ้ง ๆ” ทำให้สนุกสานมากขึ้น  ผู้ชนกว่างมักจะทำไม้ผั่นเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้นตามร้านขายกว่าง ด้านราคาของไม้ผั่น จะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำตลอดจนความประณีตในการทำ เช่น กระดูกควายสีขาวและเขาควายสีดำ ราคาอันละประมาณ 40 บาท ส่วนที่ทำด้วยไม้สัก ไม้เก็ดแดง ไม้มะเกลือ ราคาต่างกันไป เช่น ไม้สักราคาถูกที่สุดเพียง อันละ 5 บาท เพราะไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อน แกะสลักง่าย ส่วนไม้มะเกลือเป็นไม้เนื้อแข็งและมีน้ำหนักดีราคาอันละประมาณ 30 บาท

 

ไม้หลัก

ไม้สำหรับมัดเขากว่างและผูกเข้ากับไม้แกะสลักสวยงามซึ่งมีหลายแบบ เช่น ขนเม่น กระดูกควาย เขาควาย และไม้ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะไม้สักและไม้กระถิน ไม้แกะสลักเหล่านี้ปักไว้กับท่อนอ้อย

 

ไม้หลุมน้ำอ้อย

ทำไว้เพื่อป้อนน้ำอ้อย  เจ้าของกว่างจะใช้เป็นที่ให้น้ำอ้อยกว่างก่อนจะนำไปชน เชื่อว่าทำให้กว่างสดชื่น มีกำลัง

 

คีมคั้นน้ำอ้อย 

อาจใช้คีมเหล็กทั่วไปที่ใช้ขันน๊อต มาใช้ก็ได้  เพียงเพื่อใช้บีบน้ำอ้อยใส่ไม้หลุมน้ำอ้อยให้กว่างกิน

 

กาบห่อกว่าง

กาบห่อกว่างใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายกว่างไปในที่ต่างๆ ไม่ให้กว่างตื่นกลัวหรือบอบช้ำ  มักทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายในชนบท เช่น กาบกล้วย

         

ป้ายบอกคาม

            ใช้บอกเตือน “คาม”  ในระหว่างการแข่งชนกว่าง (ยกการแข่งขัน) ในอดีตใช้เชือกป่าน ร้อยแถบไม้ หรือไม้ไผ่  แขวนเหนือคานที่คู่แข่งขันนั้นๆ กำลังแข่งชนกันอยู่ ให้ผู้ชมเห็น ได้ชัดเจน  ปัจจุบันใช้แผ่นพลาสติกแทนเพราะหาง่าย

 

 

การเสาะกว่าง

 

เมื่อฤดูการชนกว่างของชาวชนบททางภาคเหนือมาถึง ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนเริ่มว่างจากการทำไร่ทำนา เพียงรอให้ผลผลิตของตนสุกงอมและเก็บเกี่ยว ประจวบกับเป็นช่วงที่กว่างเติบโตเข้าสู่ตัวเต็มวัยและขึ้นจากดิน เที่ยวบินหากินและผสมพันธุ์ อาหารของว่างมียอดพืชผัก ยอดหน่อไม้ และกล้วยต่าง ๆ  ในอดีตหมู่ผู้ชายในหมู่บ้าน ที่ชื่นชอบการชนกว่างทั้งหลายมักจะจับกลุ่มออก “เสาะกว่าง” ตัวเก่งด้วยตนเอง  ตามสุมทุมพุ่ม ไม้หรือป่าของหมู่บ้าน หรือตามที่ต่างๆ เช่น วัดร้างที่มีต้นไม้เครือเถาขึ้นปกคลุม ในเวลาเช้า เมื่อพบจะใช้ไม้แหย่ไปที่ตัวกว่างหรือเขย่ากิ่งไม้ กว่างจะทิ้งตัวลงดินหรือพื้นหญ้าและจะอำพรางตัว ตามสัญชาติญาณของมัน ทำให้สามารถจับกว่างได้ไม่ยากนัก  บางครั้งจะใช้การดักจับ ที่เรียกว่า “การตั้งกว่าง”  โดยใช้ “กว่างตั้ง”  ซึ่งเป็นกว่างที่มีขนาดเล็ก เช่น กว่างกิ กว่างแซม หรือจะใช้กว่างตัวเมีย  ผูกด้วยเชือกฝ้ายเส้นเล็กโยงกับไม้ขอที่เสียบไว้กับส่วนบนท่อนอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว หรืออาจดักด้วยกล้วยน้ำว้าใส่ในตะกร้าเล็ก ๆ หรือในกะลา ผูกกว่างตั้งไว้ข้างใน  พอพลบค่ำ จึงนำไปแขวนไว้กับกิ่งไม้ในที่ที่คาดว่าจะมีกว่างโซ้งอยู่  ช่วงกลางคืน กว่างที่เป็นกว่างตั้ง จะบินทำให้มีเสียงดัง  ประกอบกับมีอ้อยหรือกล้วยที่เป็นอาหารที่โปรดล่ออยู่   จึงดึงดูดให้กว่างตัวอื่นๆที่บินอยู่ในบริเวณนั้นเข้ามาหา  กว่างก็เป็นเช่นเดียวกับแมลงที่หากินกลางคืนหลายชนิด ที่โดยธรรมชาติของมันมามาถึงแหล่งอาหารก็มักจะอยู่บริเวณนั้นจนก่อนฟ้างสาง  ดังนั้น ผู้ที่ตั้งกว่างจึงสามารถจับมันได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หลงใหลในกว่างมากๆ มักจะเฝ้ากันทั้งคืน เพื่อหวังจะได้กว่างโซ้งตัวสวย ๆ ก่อนที่มันจะบินไปที่อื่น  อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการจับหากว่างมาขายกันทั่วไป  ทำให้กลิ่นอายแห่งภาพในบรรยากาศเก่าๆที่เป็นเสน่ห์แห่งชนบทล้านนาได้ค่อยๆจางหายไป             

 

 

เลี้ยงดูฟูมฟัก

 

เมื่อได้กว่างตัวเก่งมาแล้ว ผู้เลี้ยงก็มักจะหาอาหารการกิน มาบำรุง เช่น น้ำอ้อยคั้นสดมาให้กว่างกินเสริมจากอ้อยท่อนที่ผูกกว่างไว้  ส่วนผู้ที่รักการชนกว่าง จะทำการฝึกซ้อมให้กว่างของตัวเองมีความอดทน เช่น ซ้อมบิน  ว่ายน้ำ เพื่อฝึกกำลัง หรือเดินบนพื้นทรายร่อนละเอียดเพื่อให้เล็บกว่างคมแข็งแรงเวลาชนจะเกาะ “คอน” ได้แน่นขึ้น  เป็นต้น และที่จะขาดไม่ได้คือการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ ตามวิธีการต่างๆที่ได้รับการบอกกล่าวมา หรือตามที่ตัวเองเชื่อว่าจะทำให้กว่างของตนเก่งเป็นผู้ชนะตลอดกาล  เช่น ใช้ไม้ผั่นสอดระหว่างเขาทั้งคู่แล้วปั่น ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เพื่อฝึกปฏิกิริยาในการต่อสู้บางครั้งก็ใช้ กว่างตัวอื่นๆ ที่มีกำลังด้อยกว่าเป็นคู่ซ้อม ให้เกิดความฮึกเหิม

 

 

สู้เพื่อนาง

 

ผู้เลี้ยงกว่าง  เมื่อได้กว่างมาและฟูมฟักจนเชื่อว่าเป็นกว่างที่สวย  สมบูรณ์  มีความแข็งแรง ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว  มักจะอยู่ไม่ติดบ้าน  คอยจะหาโอกาสนำไปอวดบรรดานักนิยมชนกว่างด้วยกัน หรือจะชักชวนเพื่อนบ้านเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหามุมสบายของตัวเองตามหมู่บ้าน ใต้ถุนบ้าน ไม่จำกัดสถานที่ เพื่อนำมาประกวด หรืออวดกัน  และมักจะสิ้นสุดการสนทนาด้วยการชนกว่างของเจ้าของที่เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันว่าของใครดีกว่ากัน   เจ้าของกว่างที่อย่างจะประลองความสามารถของกว่างตนเองจะประกบหาคู่แข่งขันกันตามความสมัครใจ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นหมู่เพื่อนฝูง นอกจะจะหากว่างตัวเก่งของตนเองแล้ว โดยนิสัยผู้ชายทั่วๆไปที่มักจะรับไม่ได้กับความพ่ายแพ้  จึงพยายามสรรหาวิธีให้กว่างของตัวเองอยู่ได้เปรียบเสมอ เช่น ใช้ยาหม่องทาที่ไม้ผั่นกว่างและไปปั่นกว่างฝ่ายตรงข้ามตอนเปรียบกว่าง  บางครั้งพบว่าใช้น้ำจากพริกขี้หนู ยาหม่อง ขี้ยาจากควันบุหรี่ พิษของคางคก ยาฆ่าแมลงมาป้ายไว้ที่เขากว่าง เพื่อให้กว่างฝ่ายตรงข้ามได้กลิ่น หรือถูกป้ายไปที่ปาก จะทำให้กว่างหมดแรง หันหนี และแพ้ไปในที่สุด ดังนั้นเมื่อตกลงจะให้กว่างของตนชนกันจริง ๆ แล้ว  เจ้าของกว่างมักจะขอกว่างของฝ่ายตรงกันข้ามมาตรวจดูเสียก่อนว่าไม่มีกลโกง หรืออาจจะต้องเช็ดปลายเขากว่างคู่ต่อสู้อหรือเอาน้ำอ้อยบีบรดเขากว่าง ซึ่งถ้าหากมีการเอายาฆ่าแมลงทาไว้ น้ำอ้อยจะล้างไหลเข้าปากกว่างตัวที่ถูกทาไว้ ทำให้อาจจะถึงตายหรือหมดแรงไปได้  

 

 

กีฬาประเพณีพื้นบ้านกับวิถีชีวิต

 

จากวิถีชีวิตพื้นบ้านเพื่อการพักผ่อน ของนักนิยมกว่าง เริ่มจากชักชวนเพื่อนบ้านหามุมสบายของตัวเองอย่างไม่จำกัดสถานที่ นำกว่างตัวเก่งของแต่ละคนมาอวดกัน  ร่วมกับการชนกว่างเพื่อประลองของกว่าง  ซึ่งมักหนีไม่พ้นกับการพนันขันต่อเล็กๆน้อยๆ ตามวิถีชีวิตของหมู่ชายชาวชนบท  ถึงชาวเมืองในอดีต  จนกลายเป็นบ่อนเล็กบ่อนน้อย ทั้งที่มีการขออนุญาตอย่างถูกกฎหมายของสังคมในแต่ละยุคสมัย   

ในกรณีที่มีการพนันขันต่อกันสูงๆ กว่างชนแต่ละตัวได้รับการทนุถนอมเลี้ยงดูพร้อมกับการฝึกฝนอย่างเต็มความสามารถของเจ้าของแต่ละคน  และมักจะมีกลเม็ดเด็ดพรายที่จะพิชิตฝ่ายตรงข้ามให้ได้  ทำให้เจ้าของกว่างแต่ละคนต้องมีความระแวดระวังมากขึ้น  ต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียดทั้งขณะเปรียบกว่างและการขอตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม โดยเกรงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะทำร้ายกว่างของตน เช่น หักขาหรือเด็ดปลายตีน เป็นต้น  

เด็กๆในเมืองอาจชอบเลี้ยงสัตว์อีเล็คทรอนิค  แต่ตามโรงเรียนในชนบททางภาคเหนือคุณครูต้องห้ามนำกว่างมาโรงเรียน เพราะเด็กจะมัวแต่ท้าประลองกว่างกันจนไม่เป็นอันเรียน  อย่างไรก็ดี  การเล่นกว่างส่งผลให้เด็กมีกิจกรรมร่วมกัน ไม่ข้องแวะกับยาเสพติด และยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้มีความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติผ่านทางแมลง  ปัจจุบันในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย น่าน เชียงใหม่ มีการจัดเทศการการชนกว่างประจำปี ซึ่งนอกจากมีการแข่งชนกว่างแล้ว ยังมีการประกวดกว่างสวยงาม รวมทั้งกว่างชนิดอื่น เช่น กว่าง 3 เขา กว่าง 5 เขา  จึงเป็นแนวโน้มที่น่าเชื่อว่าจะส่งผลให้เด็กๆในของเรามีความสนใจในด้านแมลงมากขึ้น อนาคตเราอาจมีนักอนุกรมวิธานด้านแมลงเพิ่มขึ้น  เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีนักอนุกรมวิธานด้านแมลงมากมายแม้จะมีแมลงน้อยกว่าเรา ทั้งชนิดและประมาณ  ชาวญี่ปุ่นนั้นคลั่งไคล้ในการศึกษาด้านแมลง โดยเฉพาะการต่อสู้ของแมลง  จนมีการนำมาสร้างเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างมหาศาล 

 

 

สองรวมเป็นหนึ่กับกติกาที่ไม่เหมือนใคร

 

กีฬาชนกว่าง เป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความสามารถของทั้ง “คน” และ “กว่าง”  เมื่อเปรียบกว่างและตรวจดูกว่างเรียบร้อยแล้วก็จะตรวจดูคอนกว่างว่าเรียบร้อย มี กว่างแม่อีลุ้ม อยู่ประจำที่ครบถ้วนแล้ว แต่ละฝ่ายก็จะวางกว่างของตนลงบนคอน หันหน้าเข้าหากันห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 1 คืบ ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็จะหมุนปั่น ไม้ผั่น กับคอนให้เกิดเสียงดัง “กลิ่ง ๆ”  (เสียงที่มุมของไม้ปั่นตีกับคอน) กว่างเมื่อได้ยินเสียงประกอบกับกลิ่นกว่างแม่อีลุ้ม  ก็จะตรงไปที่กว่างตัวเมีย เมื่อพบกันเข้าก็จะเอาเขาสอดสลับเขากัน เรียกว่า"คาม" หรือเอาเขาประสานกันตางฝ่ายต่างหนีบกัน โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ เมื่อกว่างตัวใด พยายามเบี่ยงตัวและชิงความได้เปรียบโดยสามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว  ผู้แข่งขันจะใช้มือหมุนคอนเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับกว่างของตัวเองตัวนั้น ซึ่งการชนกว่างนี้ นับได้ว่าเป็นการแข่งขันร่วมกันระหว่างกว่างและผู้ควบคุมกว่าง  ดังนั้นผู้บังคับกว่างชนต้องมีประสบการณ์และมีฝีมือ  พบว่าผู้บังคับกว่างชนในบ่อน ส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าของกว่าง  แต่เป็นผู้ที่เจ้าของกว่างว่าจ้างมา

กว่างตัวที่สอดเขาได้ดีกว่าและแรงมากกว่า ก็จะหนีบและดันคู่ชนไปข้างหน้า  ขีดเครื่องหมายปลายคอน นับเป็น 1 คาม (1 ยก)  ผู้บังคับกว่างจะปั่นไม้ผั่นและสอดไม้ผั่นดังให้หงายท้อง เพื่อให้กว่างคลายการหนีบ  แล้วนำมาชนกันใหม่ที่กลางคอน การชนกว่างจะสามารถสร้างความครึกครื้นและตระโกนเชียรกันอย่างสนุกสนานได้มากหากมีการ "แคะ" กันโดยตัวใดตัวหนึ่งสามารถใช้ปลายเขางัดคู่ต่อสู้จนตัวลอย   บางตัวสามารถหนีบคู่ต่อสู้ด้วยเขาทำให้คู่ต่อสู้เจ็บปวดได้  อาจทำให้ตัวที่ถูกหนีบถอดใจหันหลังหนีล่าถอยไปไม่ยอมประสานเขา เรียกว่า "อด" ก็จะถือว่าแพ้ แต่ถ้าเจ้าของกว่างไม่แน่ใจว่ากว่างจะแพ้จริง  เจ้าของก็สามารถจะจับกว่างมาพ่นน้ำหรือจับแกว่ง หรือให้กินน้ำอ้อย และให้กว่างนั้นดมตัวเมีย  เพื่อสร้างความคึกคะนอง หลังจากนั้นเอาตัวที่คาดว่าชนะมาไล่ อีก 3 ครั้ง ถ้ากว่างตัวนั้นถอยหนีครบ 3 ครั้งจึงจะถือว่าแพ้จริงๆ   กติกาการแข่งขัน จะกำหนด 8 คาม หรือ 12 คาม  หรือ 15 คาม แล้วแต่จะตกลงกัน  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีทีท่าว่ากว่างตัวจะเป็นผู้ชนะ เจ้าของกว่างทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงให้เสมอกันก่อนที่จะครบกำหนดตามคามที่ตกลงกันไว้ก็ได้ เพื่อไม่ให้ กว่างของตนเองบอบช้ำ นับว่าเป็นกติกาที่ไม่เหมือนกติกาการแข่งขันใดๆ  อย่างไรก็ตามกว่างตัวที่แพ้ก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะในการแข่งชนครั้งต่อไปก็ได้  จึงพบว่า มีกว่าจำนวนไม่น้อยเลยที่ถูกเลี้ยงไว้จนหมดหรือเกือบอายุขัยของมัน

 ในการชนกว่างแต่ละครั้งมักจะมีการวางเดิมพันกันเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ถ้าชนกว่างในบ่อนนั้นคู่ต่อสู้จะต้องไปวางเงินที่เจ้าหน้าที่ของบ่อนเพื่อความแน่นอน เจ้าของบ่อนจะเก็บค่าบ่อน จะเรียกว่าค่าคอนเปรียบได้กับค่าน้ำในไก่ชน อัตราร้อยละสิบ  ค่าเดิมพันอาจสูงถึงหลักหมื่นบาท หรือมากกว่านั้นก็ได้

 

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่น  วิถีชีวิตชุมชน ธรรมชาติ และ การคงอยู่ของกว่าง

 

ในมุมมองของคนท้องถิ่นแล้ว “การชนกว่าง” เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน เข้ากับความเป็นธรรมชาติของกว่าง  การต่อสู้แย่งชิงตัวเมียของสัตว์เป็นหนึ่งในวิธีการที่ธรรมชาติเลือกใช้  “ตัวผู้ที่เก่งและ แข็งแรงที่สุด” จะเป็นผู้ที่มีโอกาสสืบต่อพันธุ์มากกว่าตัวผู้ที่อ่อนแอ ทั้งนี้เพื่อการดำรงคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ  กรณีการชนกันของกว่างตัวผู้ก็เช่นกัน  กีฬาชนกว่างแทบไม่เคยพบว่ามันชนกันถึงบาดเจ็บและตาย ไม่เหมือนการชนไก่ หรือชนวัว  เนื่องจากการแพ้ชนะของกว่าง คือตัวที่สู้ไม่ได้จะถอยหนีไปเอง  “มันรู้จักแพ้”

ความนิยมชมชอบในกิจกรรมการชนกว่าง ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อน  กีฬา หรือประเพณีพื้นบ้าน ได้ฝังรากลึกในสังคมและวิถีชีวิตของประชาชนทางภาคเหนือไปแล้ว นักวิชาการหลายท่านจึงเริ่มหวั่นเกรงว่า “ความหลากหลายด้านพันธุกรรมของกว่างในธรรมชาติ”  ที่เป็นหลักประกันให้มันสามารถคงอยู่และสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติจะลดลง  เนื่องจากในขณะนี้  เรายังไม่เพาะเลี้ยงกว่างได้  กว่างที่นำมาเลี้ยงยังคงต้องหาจับจากธรรมชาติ  จากการสอบถามผู้ค้ากว่างในตลาดหนึ่งในหลายแห่งของจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าที่ตลาดนั้นมีร้านค้าอยู่ 6 ร้าน ขายกว่างกันปีละมากกว่า 8 พันตัว  หรือมากกว่า 5 หมื่นตัวในตลาดทั่วภาคเหนือ  หากความนิยมในการเลี้ยงกว่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น  พร้อมๆกับป่าธรรมชาติลดลง อีกทั้งการใช้ยาฆ่าแมลงในภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  กว่างชน  “นักสู้แห่งล้านนา”  ก็มีโอกาสเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกัน  การชนกว่างอาจจะเต็มไปด้วยสีสัน  โหด และสะใจได้มากยิ่งขึ้น แต่มันจะเป็นเพียง “เกมส์ในคอมพิวเตอร์”  เท่านั้น  นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  เพียงหวังว่า เมื่อกว่างใกล้จะหมดอายุแล้ว เจ้าของกว่างจะยอมปลดปล่อยกว่าง โดยเฉพาะตัวที่มีลักษณะดี แข็งแรง ซึ่งมักจะเป็นกว่างตัวตัวโปรด  กลับคืนสู่ธรรมชาติในที่ที่เหมาะสม ให้มันมีโอกาสผสมพันธุ์และแพร่ขยายดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ที่ดีต่อไป

www.siamensis.org: - Thailand Fish & Nature Explorer
An independent non-profit group
Established 2001
 All Rights Reserved 2001-2008 ©.siamensis.org.